Sunday, 18 April 2021 | 10:05 pm
Sunday, 18 April 2021 | 10:05 pm

‘รัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์’ รีแบรนด์ดิ้งครั้งใหญ่ครบรอบ 22ปี ตั้งเป้า 5 ปีก้าวสู่ศูนย์การแพทย์เต็มรูปแบบ

“รัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์” ก้าวสู่ปีที่ 22 รีแบรนด์ดิ้งครั้งใหญ่ พร้อมปรับโมเดลธุรกิจจากคลินิกศัลยกรรมเสริมความงามสู่ศูนย์การแพทย์ ตั้งเป้า 5 ปี เสริมทัพทีมแพทย์เฉพาะทาง ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์สู่การรักษาโรคและการผ่าตัดเฉพาะทาง ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง มั่นใจสิ้นปี 64 รายได้จะกลับมาเติบโตหลังจากปี 63 โดนโควิด-19ทำพิษ ลูกค้าต่างชาติหายไปกว่า 25%

นพ.สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการแพทย์ รัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ กล่าวว่า ธุรกิจเสริมความงามของรัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ ได้เปิดให้บริการมานานแล้วกว่า 22 ปี ซึ่งในปี 2564 ถือเป็นปีที่ตนเองมองว่าสมควรแก่การรีแบรนด์ดิ้งครั้งใหญ่ จากเดิมใช้ชื่อแบรนด์ว่า “Rattinan Clinic” เปลี่ยนเป็นแบรนด์ใหม่ “Rattinan Medical Center” เนื่องจากต้องการขยายขอบเขตการให้บริการ จากศัลยกรรมเสริมความงาม สู่การเป็นศูนย์การแพทย์เฉพาะทางที่มีมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างครบวงจรภายใต้การบริหารที่ยึด หลักจริยธรรมทางการแพทย์ (Medical Ethics) ในการดำเนินงาน

สำหรับแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ Rattinan Medical Center ในปี 2564 นี้ จะเน้นเรื่องของการรักษาเฉพาะทางมากขึ้นอย่างมีคุณภาพแต่ยังควบคู่ไปกับการทำศัลยกรรมตกแต่งความงาม ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น และตรงกับความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ อาทิ การส่องกล้องรักษากรดไหลย้อน การผ่าตัดกระเพาะแบบOverstitch การรักษาไซนัสด้วยการทำบอลลูน

นอกจากนี้ รัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ ยังเตรียมนำนวัตกรรมเทคโนโลยีทางด้านการรักษาในด้านอื่น ๆ เข้ามาเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งนวัตกรรมการรักษาในลักษณะดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและศึกษาแผนการรักษาคาดว่าจะสามารถใช้เวลาไม่นาน ในการสรุปผล รวมถึงเรื่องของการได้รับใบรับรอง Certified Operating Room มาตรฐานห้องผ่าตัดใหญ่ จาก กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะทำให้เรากลายเป็นสถานพยาบาลที่มีความพร้อมในการให้บริการทั้งการผ่าตัดขนาดใหญ่ การดมยาสลบ การผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมทีม และเพิ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และจะทำให้รัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ สามารถเพิ่มสายผลิตภัณฑ์จากเดิมที่เคยโฟกัสเรื่องของรูปร่างเฉพาะส่วนปรับมาให้บริการด้านการรักษาโรคเฉพาะทางได้หลากหลายขึ้น นอกจากนี้ยังเตรียมปรับปรุงระบบภายในเพื่อรองรับ การเติบโตในอนาคต ทั้งการปรับผังองค์กร และเพิ่มจำนวนพนักงาน และจัดทำระบบ CRM เพื่อทำให้ระบบการทำงานหลังบ้านมีประสิทธิภาพ โดยการพัฒนาระบบทั้งหมดนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องด้วยการรักษาโรคเฉพาะทางจำเป็นต้องอาศัยความชำนาญให้เกิดความแม่นยำและปลอดภัย ดังนั้นระบบการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานสากล American Accreditation Commission International – AACI ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และช่วยให้ผู้มารับบริการ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติให้มั่นใจในคุณภาพของ บริการที่จะได้รับมากยิ่งขึ้น

ขณะที่แผนการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้านั้น รัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ เน้นการให้ข้อมูลกับลูกค้าอย่างถูกต้องและเหมาะสม ไม่มีการชี้ชวนหรือโฆษณาเกินจริงเพื่อให้ลูกค้าเกิดความหลงเชื่อและเข้ามาใช้บริการโดยไม่สมัครใจ เนื่องจากผู้บริหารและทีมแพทย์ของรัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์หลายท่านมีประวัติการทำงานที่ดีกับโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ดังนั้นการสร้างแบรนด์จึงเน้นไปที่เรื่องความน่าเชื่อถือ และการรักษาที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารยึดถือเป็นแนวทางการทำงานตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ จึงไม่ได้ทำเพียงแค่การรีแบรนด์ใหม่เท่านั้น แต่ยังได้ทำการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากธุรกิจศัลยกรรมเสริมความงาม เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นโรงพยาบาล หรือศูนย์การแพทย์ ที่สามารถรับการรักษาโรคอื่นๆได้เพิ่มขึ้น ซึ่งมองว่าในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้าจะสามารถไปถึงเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับกลุ่มลูกค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น จะแบ่งเป็นลูกค้าในประเทศ 75% และลูกค้าต่างชาติ 25% ซึ่งลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทางทวีปยุโรป ออสเตรเลีย รวมไปถึงจีน โดยส่วนใหญ่บินมาเพื่อทำการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะเพื่อรักษาโรคอ้วน และบรรเทาโรคแทรกซ้อนจากโรคอ้วน อาทิ เบาหวาน กรดไหลย้อน โรคหยุดหายใจขณะหลับ โดยไม่ได้เป็นการรักษาเพื่อความงาม แต่เป็นการรักษาโรคอ้วน โดยทางรัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ ได้มีทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ (multidisciplinary teamwork) เข้ามาดูแลและร่วมรักษา อย่างเช่น แพทย์รักษาต่อมไร้ท่อ วิสัญญีแพทย์ และมีการดูแลเรื่องเบาหวานและความดัน ทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด พร้อมกับมีการนำเทคโลยีสมัยใหม่เข้ามาร่วมใช้ในการรักษาอีกด้วย

นพ.สุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า แต่หลังจากที่การระบาดของโรคโควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่อีกครั้ง ส่งผลให้ลูกค้าต่างชาติที่ต้องการเดินทางมาเพื่อทำการรักษากับทางรัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์โดยเฉพาะหายไปทั้งหมด เหลือเพียงแต่ลูกค้าต่างชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ที่ยังคงมาเข้ามาใช้บริการอยู่บ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก ดังนั้นจึงมองว่าปี 2564 นี้เป็นปีที่ยากลำบากอีก 1 ปี แต่อย่างไรก็ตามคิดว่าในปี 2563 ที่ผ่านมาทางรัตตินันท์ เมดิคอล เซ็นเตอร์ ยังสามารถก้าวข้ามผ่านมาได้ ในปี 64 นี้คาดว่าจะสามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ไม่ยากนัก เพราะขณะนี้รัฐบาลได้คลายล็อกดาวน์ให้ธุรกิจด้านบริการสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้แล้ว ซึ่งถือว่าดีกว่าในปีที่ผ่านมาที่ธุรกิจกลุ่มความงามต้องปิดไปถึง 3 เดือนทำให้รายได้ในปี 63 นั้นมีอัตราการเติบโตลดลงไปแต่คาดว่าในปี 64 รายได้จะมีอัตราการเติบโตกลับมาอย่างแน่นอน

สำหรับภาพรวมของธุรกิจศัลยกรรมความงามในปี 64 มองว่า ยังคงมีการเติบโต โดยปัจจัยมาจากคนทำศัลยกรรมมีอายุน้อยลง จากเดิมคนที่ทำศัลยกรรมอายุจะอยู่ระหว่าง 35-60 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงคิดสัดส่วนอยู่ที่ 25% ของประชากร แต่ปัจจุบันกลุ่มที่ทำศัลยกรรมความงามไม่ได้มีแต่เพียงผู้หญิงอย่างเดียวแต่จะมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยแบ่งได้ตามกลุ่มอายุ 3 กลุ่มโดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีลงมา กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มที่มีอายุระหว่าง 35-55 ปีขึ้นไป และกลุ่มสุดท้ายคือผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีการเติบโตเป็น 2 เท่า ดังนั้นจึงทำให้ธุรกิจศัลยกรรมเสริมความงามจึงยังเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

ประกาศ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กรณี COVID – 19 ผลตรวจหาเชื้อรอบ 2 กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหาร และสื่อมวลชน “ไม่พบเชื้อ”

จากกรณีที่ นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน รวมถึงผู้ปฏิบัติงานของธนาคารในสาขาตราดและสาขาจันทบุรี และคณะสื่อมวลชน รวม 66 คน เข้าชมการแสดงดนตรีของ นายอภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข หรือ “แสตมป์”...

ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประกาศ!สยามอะเมซิ่งพาร์ค เปิดบริการตามปกติ วางมาตรการเข้มตรวจโควิด-19 ภาครัฐฯ เล็งเป็นสถานที่พักผ่อน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

เนื่องจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเกิดความสูญเสียด้านบุคลากรและทรัพยากร รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สยามอะเมซิ่งพาร์ค แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยและชาวต่างชาติเองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมาตรการควบคุมที่เข้มข้นในปีที่แล้วและช่วงต้นปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี บัดนี้สยามอะเมซิ่งพาร์คได้รับความกรุณาจากภาครัฐว่าเป็นสถานที่ที่ประชาชนยังสามารถเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจคลายความเครียดได้ เนื่องจากขนาดพื้นที่ที่กว้างใหญ่กว่า 300 ไร่ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้หลายพันต้น จึงเชื่อว่าเป็นสถานที่ปลอดโปร่งและเป็นปอดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร...

ไปรษณีย์ไทย ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ติดเชื้อ COVID-19

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขอเรียนให้ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทย 1 ราย ปฏิบัติงานอยู่ที่ไปรษณีย์ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ติดเชื้อ COVID-19 ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่นำจ่ายไปรษณีย์ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยนำจ่ายสิ่งของในพื้นที่ตำบลหลักชัย เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2564 ไปร้านอาหารที่ อ.อุทัย วันที่ 14 เมษายน 2564 ทราบว่าพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 ไปใช้บริการที่ร้านอาหารเดียวกันที่...

เคทีซีจับมือเอ็นคอนเส็ปท์หนุนเรียนวันนี้ ไม่ต้องมีเงินก้อน ผ่อนคอร์สเรียน 0% นานสุด 24 เดือน

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ “เอ็นคอนเส็ปท์” หรือ เอ็นคอนเส็ปท์ อี แอคเคเดมี่ ชวนคนไทยและบุตรหลานใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมใหญ่ หรือช่วงเวลาหลังเลิกเรียน เพิ่มเติมความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพตนเอง โดยนำเสนอสินเชื่อเพื่อการศึกษาเป็นทางเลือกในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย พร้อมมอบอัตราดอกเบี้ยฯ...

เคทีซีเกี่ยวก้อยสมาชิกส่งมอบเงินช่วยเหลือน้องๆ ผู้พิการทางสายตา

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช (กลางซ้าย) ผู้อำนวยการ – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนส่งมอบเงินจำนวน 944,644 บาท...

BAM แจ้งกรณีพนักงาน 1 ราย ติดเชื้อ COVID – 19

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ได้รับรายงานเมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 เมษายน 2564 ว่า มีพนักงาน จำนวน 1 ราย ได้รับแจ้งผลยืนยันการตรวจจากแพทย์ว่า ติดเชื้อ...

จำนวนผู้เข้าชม : 126,975

©2020 www.worldbusiness-th.com